โชคดีที่อาการอ่อนเพลียเหล่านี้ป้องกันได้ เพียงปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังออกกำลังกาย ดังนี้ค่ะ

Before ควรยืดเส้นยืดสายก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง เช่น เดินอยู่กับที่ ยืนบิดเอว หรือหมุนหัวไหล่ ประมาณ 5-10 นาที เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ เอ็น และข้อต่อ ป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้น

During เริ่มจากออกกำลังกายเบาๆ ใช้เวลาสั้น จากนั้นจึงทำมากขึ้นทีละน้อย เช่น เดิน 15 นาที แล้วค่อยๆ เพิ่มระยะทางและเวลาเดินในครั้งต่อไป

After อย่าหยุดออกกำลังกายกะทันหัน โดยเฉพาะในการออกกำลังกายประเภทใช้แรงมาก เนื่องจากจะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน อาจเกิดอาการหน้ามืด หมดแรง และเป็นลมหมดสติ

ควรคูลดาวน์หลังออกกำลังกายด้วยการเดินหรือวิ่งช้าๆ เพื่อปรับร่างกายสู่สภาพปกติ แล้วดื่มน้ำอาร์ซีปิดท้าย เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำระหว่างออกกำลังกาย และช่วยขจัดอาการอ่อนเพลีย

ต่อไป จะได้หมดข้ออ้างในการออกกำลังกายไงคะ

คุณ เคยสังเกตบ้างไหม?? เหมือนมีน้ำย่อยขมๆ ไหลย้อนมาที่คอ ท้องอืด แน่นท้องหรือรู้สึกมีก้อนที่คอ หลังอาหารมื้อหลักมักจะคลื่นไส้อาเจียน รู้ไหม!! อาการเหล่านี้ก็อันตรายต่อสุขภาพคุณเช่นกัน เพราะมันเป็นสัญญาณเตือนของภัยเงียบอย่าง “โรคกรดไหลย้อน”
โรคกรดไหลย้อนหมายถึงภาวะที่กรดในกระเพาะไหลย้อนมาในหลอดอาหารทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก บางครั้งอาจจะรู้สึกรสเปรี้ยว เมื่อเรารับประทานอาหารทางปาก อาหารจะถูกเค้ยวและกลืนเข้าหลอดอาหาร อาหารจะถูกบีบไล่ไปยังกระเพาะอาหารระหว่างรอยต่อของกระเพาะอาหารและหลอดอาหารจะมีหูรูดหรือที่เรียกว่า Sphincter ทำให้ที่ปิดมิให้อาหารหรือกรดไหลย้อนกลับไปยังหลอดอาหาร เมื่ออาหารอยู่ในกระเพาะจะมีกรดออกมาจำนวนมาก เมื่ออาหารได้รับการย่อยแล้ว จะถูกการบีบไปยังลำไส้เล็ก
ดังนั้น หากมีกรดไหลย้อนไปยังหลอดอาหาร ก็จะมีอาการเจ็บหน้าอก ถึงแม้ว่าโรคนี้จะไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิตเหมือนโรคมะเร็งหรือโรคหัวใจ แต่เป็นโรคที่สร้างความทุกข์ทรมานให้กับผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพการทำงานลดลงได้
เมื่อทราบเช่นนี้แล้ว!!! การจะจัดการกับโรคกรดไหลย้อน ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ควรมุ่งที่การควบคุมอาการให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งหลักใหญ่อาศัยการปรับเปลี่ยนอาหารการกิน และวิถีชีวิตของผู้ป่วย ประสานกับการกินยาเท่าที่จำเป็น ซึ่งการปรับเปลี่ยนอาหารนั้นเน้น 2 เรื่องใหญ่ คือ
1 หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้ก้ามเนื้อหูรูดผ่อนคลายไม่กระชับ เช่น เครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ ช็อกโกแลต เปปเปอร์มินต์ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน น้ำมัน ของทอดและอาหารที่มีไขมันสูงทั้งหลาย นมเต็มส่วน อาหารที่ผสมครีมอาหารขยะ เป็นต้น สำหรับผู้ที่น้ำหนักเกิน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องควบคุมน้ำหนัก
2 หลีกเลี่ยงอาหารที่ไปเพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร เช่น ชา กาแฟ กระเทียม หัวหอม พริกและอาหารเผ็ดร้อน หน่อไม้ฝรั่ง ไข่ พาสต้า ก๋วยเตี๋ยว แป้งข้าวโพด ลูกพรุน ส้ม น้ำมะเขือเทศ น้ำอัดลม น้ำตาล อาหารขยะ และอาหารที่ผ่านการแปรรูป เป็นต้น ส่วนการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตนั้น ก็เพื่อจัดการให้มีกรดไหลย้อนขึ้นหลอดอาหารน้อยที่สุด คั่งอยู่ในหลอดอาหารเป็นเวลาสั้นที่สุด อันดับหนึ่ง คือวิถีการกิน อย่ากินอิ่มเกิน กินน้อยแต่หลายมื้อได้ อย่ากินอย่างเร่งรีบ เคี้ยวอาหารให้ละเอียด อย่าดื่มน้ำมากพร้อมอาหาร กินแล้วห้ามออกกำลังกายหรือนอนทันที ควรทิ้งช่วงประมาณ 2-3 ชั่วโมง เมื่อรู้สึกว่ากรดไหลย้อน ให้ดื่มน้ำ กลืนน้ำลาย หรือเคี้ยวหมากฝรั่ง เพื่อช่วยสลายกรด อันดับสอง คือ กำหนดท่าทางของร่างกายให้เหมาะสม ได้แก่ อย่าก้ม(โดยเฉพาะช่วงหลังอาหาร) อย่าใส่เข็มขัดหรือเสื้อผ้ารัดแน่นเกินไป พยายามนอนตะแคงขวาเพื่อจะได้ไม่กดทับท้องจนกรดไหลย้อน

สำหรับผู้ป่วยที่ปัญหากรดไหลย้อนระหว่างนอน ควรยกหัวเตียงให้ลาดสูงขึ้นประมาณ 6-8 นิ้ว เพื่อป้องกันไม่ให้กรดคั่งในหลอดอาหาร และที่สำคัญต้องจัดการกับความเครียด ผ่อนคลายให้มากขึ้น เพราะความเครียดเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีกรดมาก

ยุบข้อความนี้

ผิวพรรณคนเราทรุดโทรมลง..ทุกวันๆ

ปัจจุบันผิวพรรณของคนเราทรุดโทรมลง จากต้นเหตุ 4 ประการดังนี้

1. อากาศแห้ง เป็นศัตรูตัวฉกาจอย่างหนึ่งของผิว แน่นอนว่าฤดูหนาวย่อมีอากาศแห้ง แต่เดี๋ยวนี้เครื่องปรับอากาศมีใช้กันอย่างแพร่หลาย ห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศย่อมีอุณหภูมิต่ำ อากาศในนั้นจึงแห้งมาก แต่แม้จะเป็นฤดูร้อนก็ยังอยู่ในห้องเปิดเครื่องปรับอากษสทั้งวันร่างกายจึงได้รับผลกระทบแม้จะเป็นหน้าร้อน เกิดอาการ “ผิวแห้ง”

2. ทานอาหารไม่ถูกสัดส่วน การทานอาหารไม่ถูกสัดส่วนเลือกทานแต่ของที่ชอบ นอกจากจะเป็นต้นเหตุทำให้ผิวเสียแต่ยังไม่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะการหันไปนิยมทานอาหารแบบตะวันตก ซึ่งมีเนื้อเป็นหลัก ก็ไม่เหมาะกับสุขภาพผิวเช่นกัน

3. ความเครียด ความเครียดส่งผลเสียต่อส่วนต่างๆ รวมทั้งผิวพรรณ เมื่อสะสมความเครียดมากขึ้น การไหลเวียนโลหิตชั้นใต้ผิวหนังจะผิดปกติ ก่อให้เกิดปัญหาฮอร์โมนขาดความสมดุล สีหน้าหมองคล้ำ ผิวมันมีความเป็นกรดมากขึ้น เป็นต้น

4. ดำเนินกิจวัตรประจำวันไม่ถูกสุขลักษณะ ชีวิตที่แทบจะต้องตื่น 24 ชั่วโมง เป็นต้นเหตุทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายไม่เป็นไปตามปกติ โดยเฉพาะการใช้ชีวิตแบบนี้ทำให้เวลาภายในตัวผิวปกติ การสันดาปของผิวพรรณไม่ราบรื่นดังเคย

ยุบข้อความนี้

การปล่อยผมช่วยคลายเครียด

คุณรู้หรือไม่..สำหรับคุณสาวๆ คนไหนที่ชอบมัดผมอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะรวบเกล้า ถักเปีย รู้หรือไม่ว่าการที่เรามัดผมบ่อยๆ ไม่ใช่เรื่องดีเลยสำหรับเส้นผมของเรา เพราะการที่เรามัดเกล้าผมจนตึง อาจจะทำให้เรารู้สึกมึนหัว อึดอัด และรู้สึกปวดตงบริเวณท้ายทอย ซึ่งอาการเหล่านี้เกิดขึ้นจากความเครียดที่อยู่ภายในหนังศีรษะของเรานั่นเองค่ะ

บางครั้งการที่คุณสาวๆ มัดรวบเกล้าผม หรือแม้แต่คาดผม อาจเป็นเพราะหน้าที่การงานบางอาชีพ ที่จะต้องเกล้าผมให้เรียบร้อย หรือบางคนเป็นคนขี้รำคานและขี้ร้อน จึงชอบมัดผมขึ้น หารู้ไม่ว่าการที่เรามัดผมอยู่เป็นประจำทุกวัน และมัดติดต่อกันนานหลายชั่วโมง อาจทำให้เราเกิดอาการปวดหัวเรื้อรัง นำไปสู่โรคเครียดเรื้อรังได้ ซึ่งไม่ช่เรื่องดีแน่สำหรับคุณสาวๆ ที่ชอบมัดผม

ทางที่ดีเพื่อหลีกเลี่ยงอาการปวดหัว มึนหัว คุณสาวๆ ควรที่จะปล่อยผมบ้าง เพื่อให้หนังศีรษะของเราได้ผ่อนคลาย อีกทั้งยังส่งผลดีต่อระบบหมุนเวียนของเือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองพอ ทำให้เรารู้สึกคลายเครียด และอาการปวดหัว มึนหัว ตึงท้ายทอย ก็จะค่อยๆ ทุเลาลงค่ะ

แก้ไข้
กินย่านางแล้วจะสร่างไข้

แก้ไข้ได้ทุกชนิด ไข้พิษ ไข้เหนือ สุกใส ฝีดาษ

เดี๋ยวนี้รู้สึกไหมว่าคนเราเป็นไข้ ไม่สบาย ปวดหัวตัวร้อนกันง่ายขึ้น ทั้งเนื่องจากแพ้อากาศ และแพ้สภาวะที่เป็นพิษ แล้วอาการไข้แต่ละอย่างก็แตกต่างกันไป เราจึงเห็นว่ามีสมุนไพรหลายชนิดที่รักษาไข้ได้ ซึ่งเกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านนี่เอง และย่านางก็เป็นส่วนหนึ่งในจำนวนสมุนไพรเหล่านั้น ที่รักษาไข้ได้เช่นกัน

ย่านาง เป็นพืชจัดอยู่ในวงศ์ MENISPERMACEAE มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Tiliacora triandra Dieels และชื่อพื้นเมืองในภาคกลางเรียก เถาย่านาง เถาวัลย์เขียว เชียงใหม่เรียก จอยนาง ผักจอยนาง เครือย่านาง ปู่เจ้าเขาเขียว ขันยอ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ย่านางเป็นไม้เลื้อย กิ่งอ่อน มีขนอ่อนปกคลุม เมื่อแก่แล้วผิวค่อนข้างเรียบ รากมีขนาดใหญ่ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกติดกับลำต้นแบบสลับ รูปร่างลักษณะใบคล้ายรูปไข่ หรือรูปไข่ขอบขนาน ปลายในเรียว ฐานใบมน ขนาดใบยาว 5-10 เซนติเมตร กว้าง 24 เซนติเมตร  ขอบใบเรียบ ก้านใบยาว 1 เซนติเมตร

ดอกออกตามซอกโคนก้าน ใบเป็นช่อยาว 2-5 เซนติเมตร ช่อหนึ่ง ๆ  มีดอกขนาดเล็กสีเหลือง 3-5 ดอก ดอกแยกเพศอยู่คนละต้น ไม่มีกลีบดอก ผลรูปร่างกลมรี ขนาดเล็ก สีเขียว เมื่อแก่กลายเป็นสีเหลืองอมแดงและกลายเป็นสีดำในที่สุด

 การปลูก

ย่านางเป็นพืชที่พบในแหล่งธรรมชาติบริเวณป่าผสมผลัดใบ ป่าดงดิบและป่าโปร่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งภาคอื่น ๆ ก็มีกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป  เป็นพืชที่ขึ้นในดินทุกชนิด และสามารถปลูกได้ทุกฤดู ขยายพันธุ์โดยการใช้หัว และการเพาะเมล็ด

 ประโยชน์ทางยา

ราก มีรสจืด และมีสรรพคุณในการแก้ไขทุกชนิด เช่น ไข้ผิดสำแดง ไข้พิษ ไข้เหนือ ไข้หัวจำพวกเหือดหัดสุกใส ฝีดาษ ไข้กาฬ และยังเป็นยากระตุ้นพิษ

 ประโยชน์ทางอาหาร

เถาและใบของย่านางนิยมใช้เป็นเครื่องปรุงรส มีมากในฤดูฝนและมีทุกฤดูกาล

การปรุงอาหาร ชาวอีสานใช้เถาใบอ่อน ใบแก่ ตำคั้นเอาน้ำสีเขียวและน้ำไปต้มกับหน่อไม้ปรุงเป็นแกงหน่อไม้ บางแห่งนำไปแกงกับขี้เหล็ก เป็นการปรุงอาหาร ที่เชื่อว่าย่านางจะช่วยลดความขมของหน่อไม้ได้ดี ทำให้หน่อไม้มีรสหวาน อร่อย นอกจากนี้ น้ำคั้นจากย่านาง ยังนำไปสาในแกงขนุน แกงอีลอก อ่อมและหมก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารอีสานอีกด้วย

 รสและประโยชน์ต่อสุขภาพ

ย่านางมีรสจืด ใบย่านาง 100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 95 กิโลแคลอรีประกอบด้วย เส้นใย 7.9 กรัม แคลเซียม 155 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 11 มิลลิกรัม เหล็ก 7.0 มิลลิกรัม วิตามินเอ 30625 IU วิตามินบีหนึ่ง 0.03 มิลิกรัม วิตามินบีสอง 0.36 มิลิกรัม ในอาซิน 1.4 มิลลิกรัม วิตามินซี 141 มิลลิกรัม

ปวดท้อง

ทำไมผู้ที่ท้องเสียหรือท้องร่วงจากการติดเชื้อ จึงไม่ควรรับประทานยาหยุดถ่าย

ผู้ที่ท้องเสียที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อ ไม่ควรรับประทานยาหยุดถ่าย เพราะยาหยุดถ่ายจะทำให้เกิดการกักเชื้อ ให้อยู่ในร่างกายต่อไป เป็นอันตรายต่อร่างกายและทางเดินอาหาร จึงควรปล่อยให้ร่างกายถ่ายท้อง เพื่อกำจัดเชื้อให้ออกไปก่อน

ที่สำคัญต้องดื่มน้ำเกลือแร่ หรือ ORS เพื่อชดเชยเกลือแร่ที่สูญเสียออกไปจากร่างกาย มิฉะนั้นจะเกิดโทษภัยกับร่างกายได้

หากจำเป็นอาจรับประทานยาฆ่าเชื้อได้เช่นกัน เพื่อเร่งการกำจัดเชื้อในหมดไปโดยเร็ว

โดย kapook.com

แอล-คาร์นิทีน

L-Carnitine ForFat Loss ? แอล-คาร์นิทีน คือประตูสู่ความผอมจริงหรือ (Slim Up)

อืมมม… ช่วยเรื่องการดูแลรูปร่างด้วยหรือนี่…พลันที่โฆษณาเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพตัวหนึ่ง แสดงภาพขำขันเมื่อเจ้าตัวไขมันปุ๊กลุกถูกผลักดันให้กระเด็นออกไป พร้อมเสียงหวีดร้อง แว๊ก..!!! เป็นภาพแสดงสัญลักษณ์ว่า เมื่อเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอล-คาร์นิทีนเข้าไป ไขมันจะถูกกำจัดไป คำถาม คือ แล้วเจ้า แอล-คาร์นิทีน (L-Carnitine) มีหน้าที่อย่างไรต่อกระบวนการของร่างกาย และจะมีบทบาทมากน้อยเพียงไร ถึงได้ถูกนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ผลิตเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

L-Carnitine Where Are you ?

แอล-คาร์นิทีน กลายเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมชนิดหนึ่ง ที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบันนี้ แต่แท้ที่จริงแล้ว ร่างกายขอมนุษย์สามารถผลิตแอล-คาร์นิทีนได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งอาหารเสริมราคาแพง เราสามารถพบ แอล-คาร์นิทีน ได้ในร่างกายโดยหน้าที่ของตับ และสามารถอธิบายกระบวนการง่าย ๆ ได้ว่า แอล-คาร์นิทีน อาศัยกรดอะมิโน 2 ตัว คือ ไลซีน (ที่พบในเนื้อสัตว์ สัตว์ปีก และนม) และเมโทโอนีน (พบในธัญพืช ผักใบเขียว) ร่วมมือกันสังเคราะห์ขึ้น โดยมีกลุ่มสารอาหารที่คอยเร่งกระบวนการทำงาน ได้แก่ Niacin วิตามิน C และธาตุเหล็ก (พบในเนื้อสัตว์ ตับ ข้าวซ้อนมือ นม ผมไม้รสเปรี้ยว เป็นต้น)

เมื่อแอล-คาร์นิทีน ถูกผลิตขึ้นในร่างกายสำเร็จ จะออกฤทธิ์ในรูปแบบของกรดชนิดคาร์นิทีน มีหน้าที่ช่วยลำเลียงโมเลกุลไขมันเข้าไปในเซลล์ต่าง ๆ ซึ่งกระบวนการนี้เอง ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงไขมันเป็นพลังงาน อาจกล่าวได้ว่า บทบาทสำคัญของมันก็คือ การหยิบเอาไขมันมาใช้งานให้หมดไปนั่นเอง ซึ่งหากร่างกายมีสารคาร์นิทีนไม่เพียงพอหรือขาด ก็จะนำมาสู่ปัญหาการสะสมของไขมันในร่างกาย และในสัดส่วนของคนเรา รวมถึงคั่งค้างอยู่ในอวัยวะสำคัญอย่างหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดทำงานเสื่อมถอยลง มีความเสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวกับไขมัน รวมถึงอาจมีอาการเหนื่อยล้า ซึม และอ่อนเพลีย

L-Carnitine ไขมัน และการเคลื่อนตัวของอสุจิตัวน้อย

อย่างที่ได้กล่าวแล้วว่า แอล-คาร์นิทีนเกี่ยวข้องกับกระบวนการนำไขมันไปใช้ นำไขมันไปเผาผลาญไม่ให้เกิดการสะสมของไขมัน ซึ่งพลังงานที่ใช้จะถูกนำไปใช้ในกล้ามเนื้อต่าง ๆ โดยไขมัน และจะถูกนำไปเก็บไว้ในกล้ามเนื้อลาย กล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อบริเวณขา แขน เก็บบริเวณหัวใจ สมอง รวมทั้งการเก็บไว้ที่สเปิร์ม

โดยแอล-คาร์นิทีนจะเร่งผลิตไมโทคอนเดรีย ทำให้ไขมันเปลี่ยนเป็นพลังงาน และทำให้สเปิร์มเคลื่อนตัวได้ดีขึ้น สาเหตุนี้เองที่ทำให้แอล-คาร์นิทีน มีส่วนในการทำงานเผาผลาญไขมัน หรือเบิร์นส์ไขมัน และเป็นที่นิยมของผู้ที่ออกกำลังกาย ผู้ที่ต้องการเสริมความฟิตให้กับร่างกาย และต้องการควบคุมน้ำหนัก ซึ่งในคนอ้วนนั้นมีการทดสอบพบว่า ในเนื้อเยื่อไม่มีสารกลุ่มคาร์นิทีนเลย หรือมีน้อยมาก นี่เองที่กลายเป็นข้อสันนิษฐานว่า ความอ้วน ไขมัน และแอล-คาร์นิทีน มีความเกี่ยวพันกัน โดยเกี่ยวข้องกับการลำเลียงไขมันไปใช้งาน และเมื่อร่างกายมีแอล-คาร์นิทีนเพิ่มขึ้น ทำให้การเผาผลาญไขมันดีขึ้น

Did You Know

 แอล-คาร์นิทีน มีหน้าที่เป็นตัวนำเอาไขมันที่คั่งค้างสะสมตามส่วนต่าง ๆ ออกมาเผาผลาญให้เป็นพลังงาน และนี่เองที่ทำให้แอล-คาร์นิทีนมักอยู่ร่วมในโปรแกรมควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกาย

 ควบคุมระดับของคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอร์ไรด์ ในเลือด

 เราสามารถรับประทานอาหารในชีวิตประจำวัน เพื่อเพิ่มแอล/คาร์นิทีนได้ โดยรับประทานอาหารกลุ่ม เนื้อสัตว์ เนื้อแดง และนม

 ไม่ควรรับประทานอาหารเสริมประเภทแอล-คาร์นิทีนเกินมากไป เพราะหากรับประทานเกินวันละ 6 กรัม อาจเกิดอาการบวม เป็นตะคริว หรือท้องเสียได้ เนื่องจากในอาหารที่รับเรารับประทานนั้น มีส่วนผสมของแอล-คาร์นิทีน ผสมปะปนอยู่โดยธรรมชาติ

 แอล-คาร์นิทีนมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ และช่วยแก้ไขภาวะหัวใจล้มเหลว

แอล-คาร์นิทีน เป็นอีกหนึ่งสารอาหารสำคัญ ที่นำเอาไขมันที่ซุกซ่อนในร่างกายของคุณออกมาเผาผลาญเป็นพลังงาน แต่อาหารเสริมที่มีส่วนผสมของแอล-คาร์นิทีน ที่คุณบริโภคนั้นจะคุณสมบัติดีมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับกิจวัตรประจำวันของคุณในการับประทานอาหาร และการออกกำลังกาย เพื่อช่วยให้ร่างกายใช้พลังงานได้อย่างเหมาะสม

…หากคุณมัวรอแต่บริโภคอาหารเสริม ที่มีส่วนผสมของแอล-คาร์นิทีนเพียงอย่างเดียว คุณคงไม่สามารถกำจัดไขมันออกจากร่างอวบ ๆ ของคุณออกไปได้…

ไข่เจียว เป็นอาหารจานด่วนที่ทำง่ายและรวดเร็ว ทำให้หลายบ้านมักมีเมนูไข่เจียวคู่โต๊ะกินข้าวเสมอ

แต่ใช่ว่าทุกคนจะทำไข่เจียวได้อร่อย วันนี้ ‘เดลินิวส์ออนไลน์’ จึงมีเคล็ดลับที่ใช้ทำอาหารธรรมดา ๆ อย่างไข่เจียว ให้ฟูนุ่มน่ากินยิ่งขึ้นอีก

เริ่มจาก ไข่ ต้องใช้ไข่ที่อุณหภูมิห้อง หากแช่ไว้ในตู้เย็นต้องนำออกมาวางทิ้งไว้ให้หายเย็นก่อน จะทำให้ทอดแล้วไม่กระด้าง จากนั้นตีไข่ให้ฟู ระหว่างตีควรใส่ซอสปรุงรส น้ำปลา หรือใบโหระพาเล็กน้อยเพิ่มความหอม

ใช้หม้อในการทอด โดยใส่น้ำมันพอประมาณ กะขนาดหม้อให้สมดุลกับปริมาณไข่ เพราะการทอดด้วยหม้อจะทำให้ไข่เจียวฟูกว่าใช้กระทะ

ที่สำคัญคือ ต้องทอดไข่ในขณะที่น้ำมันร้อน และต้องนำไข่ลงทอดทันทีเมื่อตีเสร็จ เพราะถ้าวางทิ้งไว้ไข่จะไม่ฟู

เพียงแค่นี้ ก็จะได้ไข่เจียวอร่อย ๆ ฟูนุ่มเป็นเมนูสุดพิเศษแล้ว.

ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

Welcome to WordPress. This is your first post. Edit or delete it, then start blogging!