Archive for the ‘ความรู้ทั่วไป’ Category
คุณ เคยสังเกตบ้างไหม?? เหมือนมีน้ำย่อยขมๆ ไหลย้อนมาที่คอ ท้องอืด แน่นท้องหรือรู้สึกมีก้อนที่คอ หลังอาหารมื้อหลักมักจะคลื่นไส้อาเจียน รู้ไหม!! อาการเหล่านี้ก็อันตรายต่อสุขภาพคุณเช่นกัน เพราะมันเป็นสัญญาณเตือนของภัยเงียบอย่าง “โรคกรดไหลย้อน”
โรคกรดไหลย้อนหมายถึงภาวะที่กรดในกระเพาะไหลย้อนมาในหลอดอาหารทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก บางครั้งอาจจะรู้สึกรสเปรี้ยว เมื่อเรารับประทานอาหารทางปาก อาหารจะถูกเค้ยวและกลืนเข้าหลอดอาหาร อาหารจะถูกบีบไล่ไปยังกระเพาะอาหารระหว่างรอยต่อของกระเพาะอาหารและหลอดอาหารจะมีหูรูดหรือที่เรียกว่า Sphincter ทำให้ที่ปิดมิให้อาหารหรือกรดไหลย้อนกลับไปยังหลอดอาหาร เมื่ออาหารอยู่ในกระเพาะจะมีกรดออกมาจำนวนมาก เมื่ออาหารได้รับการย่อยแล้ว จะถูกการบีบไปยังลำไส้เล็ก
ดังนั้น หากมีกรดไหลย้อนไปยังหลอดอาหาร ก็จะมีอาการเจ็บหน้าอก ถึงแม้ว่าโรคนี้จะไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิตเหมือนโรคมะเร็งหรือโรคหัวใจ แต่เป็นโรคที่สร้างความทุกข์ทรมานให้กับผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพการทำงานลดลงได้
เมื่อทราบเช่นนี้แล้ว!!! การจะจัดการกับโรคกรดไหลย้อน ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ควรมุ่งที่การควบคุมอาการให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งหลักใหญ่อาศัยการปรับเปลี่ยนอาหารการกิน และวิถีชีวิตของผู้ป่วย ประสานกับการกินยาเท่าที่จำเป็น ซึ่งการปรับเปลี่ยนอาหารนั้นเน้น 2 เรื่องใหญ่ คือ
1 หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้ก้ามเนื้อหูรูดผ่อนคลายไม่กระชับ เช่น เครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ ช็อกโกแลต เปปเปอร์มินต์ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน น้ำมัน ของทอดและอาหารที่มีไขมันสูงทั้งหลาย นมเต็มส่วน อาหารที่ผสมครีมอาหารขยะ เป็นต้น สำหรับผู้ที่น้ำหนักเกิน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องควบคุมน้ำหนัก
2 หลีกเลี่ยงอาหารที่ไปเพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร เช่น ชา กาแฟ กระเทียม หัวหอม พริกและอาหารเผ็ดร้อน หน่อไม้ฝรั่ง ไข่ พาสต้า ก๋วยเตี๋ยว แป้งข้าวโพด ลูกพรุน ส้ม น้ำมะเขือเทศ น้ำอัดลม น้ำตาล อาหารขยะ และอาหารที่ผ่านการแปรรูป เป็นต้น ส่วนการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตนั้น ก็เพื่อจัดการให้มีกรดไหลย้อนขึ้นหลอดอาหารน้อยที่สุด คั่งอยู่ในหลอดอาหารเป็นเวลาสั้นที่สุด อันดับหนึ่ง คือวิถีการกิน อย่ากินอิ่มเกิน กินน้อยแต่หลายมื้อได้ อย่ากินอย่างเร่งรีบ เคี้ยวอาหารให้ละเอียด อย่าดื่มน้ำมากพร้อมอาหาร กินแล้วห้ามออกกำลังกายหรือนอนทันที ควรทิ้งช่วงประมาณ 2-3 ชั่วโมง เมื่อรู้สึกว่ากรดไหลย้อน ให้ดื่มน้ำ กลืนน้ำลาย หรือเคี้ยวหมากฝรั่ง เพื่อช่วยสลายกรด อันดับสอง คือ กำหนดท่าทางของร่างกายให้เหมาะสม ได้แก่ อย่าก้ม(โดยเฉพาะช่วงหลังอาหาร) อย่าใส่เข็มขัดหรือเสื้อผ้ารัดแน่นเกินไป พยายามนอนตะแคงขวาเพื่อจะได้ไม่กดทับท้องจนกรดไหลย้อน
สำหรับผู้ป่วยที่ปัญหากรดไหลย้อนระหว่างนอน ควรยกหัวเตียงให้ลาดสูงขึ้นประมาณ 6-8 นิ้ว เพื่อป้องกันไม่ให้กรดคั่งในหลอดอาหาร และที่สำคัญต้องจัดการกับความเครียด ผ่อนคลายให้มากขึ้น เพราะความเครียดเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีกรดมาก
ยุบข้อความนี้

คุณรู้หรือไม่..สำหรับคุณสาวๆ คนไหนที่ชอบมัดผมอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะรวบเกล้า ถักเปีย รู้หรือไม่ว่าการที่เรามัดผมบ่อยๆ ไม่ใช่เรื่องดีเลยสำหรับเส้นผมของเรา เพราะการที่เรามัดเกล้าผมจนตึง อาจจะทำให้เรารู้สึกมึนหัว อึดอัด และรู้สึกปวดตงบริเวณท้ายทอย ซึ่งอาการเหล่านี้เกิดขึ้นจากความเครียดที่อยู่ภายในหนังศีรษะของเรานั่นเองค่ะ
บางครั้งการที่คุณสาวๆ มัดรวบเกล้าผม หรือแม้แต่คาดผม อาจเป็นเพราะหน้าที่การงานบางอาชีพ ที่จะต้องเกล้าผมให้เรียบร้อย หรือบางคนเป็นคนขี้รำคานและขี้ร้อน จึงชอบมัดผมขึ้น หารู้ไม่ว่าการที่เรามัดผมอยู่เป็นประจำทุกวัน และมัดติดต่อกันนานหลายชั่วโมง อาจทำให้เราเกิดอาการปวดหัวเรื้อรัง นำไปสู่โรคเครียดเรื้อรังได้ ซึ่งไม่ช่เรื่องดีแน่สำหรับคุณสาวๆ ที่ชอบมัดผม
ทางที่ดีเพื่อหลีกเลี่ยงอาการปวดหัว มึนหัว คุณสาวๆ ควรที่จะปล่อยผมบ้าง เพื่อให้หนังศีรษะของเราได้ผ่อนคลาย อีกทั้งยังส่งผลดีต่อระบบหมุนเวียนของเือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองพอ ทำให้เรารู้สึกคลายเครียด และอาการปวดหัว มึนหัว ตึงท้ายทอย ก็จะค่อยๆ ทุเลาลงค่ะ


กินย่านางแล้วจะสร่างไข้
แก้ไข้ได้ทุกชนิด ไข้พิษ ไข้เหนือ สุกใส ฝีดาษ
เดี๋ยวนี้รู้สึกไหมว่าคนเราเป็นไข้ ไม่สบาย ปวดหัวตัวร้อนกันง่ายขึ้น ทั้งเนื่องจากแพ้อากาศ และแพ้สภาวะที่เป็นพิษ แล้วอาการไข้แต่ละอย่างก็แตกต่างกันไป เราจึงเห็นว่ามีสมุนไพรหลายชนิดที่รักษาไข้ได้ ซึ่งเกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านนี่เอง และย่านางก็เป็นส่วนหนึ่งในจำนวนสมุนไพรเหล่านั้น ที่รักษาไข้ได้เช่นกัน
ย่านาง เป็นพืชจัดอยู่ในวงศ์ MENISPERMACEAE มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Tiliacora triandra Dieels และชื่อพื้นเมืองในภาคกลางเรียก เถาย่านาง เถาวัลย์เขียว เชียงใหม่เรียก จอยนาง ผักจอยนาง เครือย่านาง ปู่เจ้าเขาเขียว ขันยอ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ย่านางเป็นไม้เลื้อย กิ่งอ่อน มีขนอ่อนปกคลุม เมื่อแก่แล้วผิวค่อนข้างเรียบ รากมีขนาดใหญ่ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกติดกับลำต้นแบบสลับ รูปร่างลักษณะใบคล้ายรูปไข่ หรือรูปไข่ขอบขนาน ปลายในเรียว ฐานใบมน ขนาดใบยาว 5-10 เซนติเมตร กว้าง 24 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ ก้านใบยาว 1 เซนติเมตร
ดอกออกตามซอกโคนก้าน ใบเป็นช่อยาว 2-5 เซนติเมตร ช่อหนึ่ง ๆ มีดอกขนาดเล็กสีเหลือง 3-5 ดอก ดอกแยกเพศอยู่คนละต้น ไม่มีกลีบดอก ผลรูปร่างกลมรี ขนาดเล็ก สีเขียว เมื่อแก่กลายเป็นสีเหลืองอมแดงและกลายเป็นสีดำในที่สุด
การปลูก
ย่านางเป็นพืชที่พบในแหล่งธรรมชาติบริเวณป่าผสมผลัดใบ ป่าดงดิบและป่าโปร่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งภาคอื่น ๆ ก็มีกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป เป็นพืชที่ขึ้นในดินทุกชนิด และสามารถปลูกได้ทุกฤดู ขยายพันธุ์โดยการใช้หัว และการเพาะเมล็ด
ประโยชน์ทางยา
ราก มีรสจืด และมีสรรพคุณในการแก้ไขทุกชนิด เช่น ไข้ผิดสำแดง ไข้พิษ ไข้เหนือ ไข้หัวจำพวกเหือดหัดสุกใส ฝีดาษ ไข้กาฬ และยังเป็นยากระตุ้นพิษ
ประโยชน์ทางอาหาร
เถาและใบของย่านางนิยมใช้เป็นเครื่องปรุงรส มีมากในฤดูฝนและมีทุกฤดูกาล
การปรุงอาหาร ชาวอีสานใช้เถาใบอ่อน ใบแก่ ตำคั้นเอาน้ำสีเขียวและน้ำไปต้มกับหน่อไม้ปรุงเป็นแกงหน่อไม้ บางแห่งนำไปแกงกับขี้เหล็ก เป็นการปรุงอาหาร ที่เชื่อว่าย่านางจะช่วยลดความขมของหน่อไม้ได้ดี ทำให้หน่อไม้มีรสหวาน อร่อย นอกจากนี้ น้ำคั้นจากย่านาง ยังนำไปสาในแกงขนุน แกงอีลอก อ่อมและหมก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารอีสานอีกด้วย
รสและประโยชน์ต่อสุขภาพ
ย่านางมีรสจืด ใบย่านาง 100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 95 กิโลแคลอรีประกอบด้วย เส้นใย 7.9 กรัม แคลเซียม 155 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 11 มิลลิกรัม เหล็ก 7.0 มิลลิกรัม วิตามินเอ 30625 IU วิตามินบีหนึ่ง 0.03 มิลิกรัม วิตามินบีสอง 0.36 มิลิกรัม ในอาซิน 1.4 มิลลิกรัม วิตามินซี 141 มิลลิกรัม

ทำไมผู้ที่ท้องเสียหรือท้องร่วงจากการติดเชื้อ จึงไม่ควรรับประทานยาหยุดถ่าย
ผู้ที่ท้องเสียที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อ ไม่ควรรับประทานยาหยุดถ่าย เพราะยาหยุดถ่ายจะทำให้เกิดการกักเชื้อ ให้อยู่ในร่างกายต่อไป เป็นอันตรายต่อร่างกายและทางเดินอาหาร จึงควรปล่อยให้ร่างกายถ่ายท้อง เพื่อกำจัดเชื้อให้ออกไปก่อน
ที่สำคัญต้องดื่มน้ำเกลือแร่ หรือ ORS เพื่อชดเชยเกลือแร่ที่สูญเสียออกไปจากร่างกาย มิฉะนั้นจะเกิดโทษภัยกับร่างกายได้
หากจำเป็นอาจรับประทานยาฆ่าเชื้อได้เช่นกัน เพื่อเร่งการกำจัดเชื้อในหมดไปโดยเร็ว
โดย kapook.com
ไข่เจียว เป็นอาหารจานด่วนที่ทำง่ายและรวดเร็ว ทำให้หลายบ้านมักมีเมนูไข่เจียวคู่โต๊ะกินข้าวเสมอ

แต่ใช่ว่าทุกคนจะทำไข่เจียวได้อร่อย วันนี้ ‘เดลินิวส์ออนไลน์’ จึงมีเคล็ดลับที่ใช้ทำอาหารธรรมดา ๆ อย่างไข่เจียว ให้ฟูนุ่มน่ากินยิ่งขึ้นอีก
เริ่มจาก ไข่ ต้องใช้ไข่ที่อุณหภูมิห้อง หากแช่ไว้ในตู้เย็นต้องนำออกมาวางทิ้งไว้ให้หายเย็นก่อน จะทำให้ทอดแล้วไม่กระด้าง จากนั้นตีไข่ให้ฟู ระหว่างตีควรใส่ซอสปรุงรส น้ำปลา หรือใบโหระพาเล็กน้อยเพิ่มความหอม
ใช้หม้อในการทอด โดยใส่น้ำมันพอประมาณ กะขนาดหม้อให้สมดุลกับปริมาณไข่ เพราะการทอดด้วยหม้อจะทำให้ไข่เจียวฟูกว่าใช้กระทะ
ที่สำคัญคือ ต้องทอดไข่ในขณะที่น้ำมันร้อน และต้องนำไข่ลงทอดทันทีเมื่อตีเสร็จ เพราะถ้าวางทิ้งไว้ไข่จะไม่ฟู
เพียงแค่นี้ ก็จะได้ไข่เจียวอร่อย ๆ ฟูนุ่มเป็นเมนูสุดพิเศษแล้ว.
ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์